การออมเงินชราภาพ...ใส่ใจหลังวัยเกษียณ
การออมเงินชราภาพ...ใส่ใจหลังวัยเกษียณ
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- 21 ชั่วโมง 0 นาทีที่แล้ว
การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ตลอดจนวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้ประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นแต่มีอัตราการเจริญพันธ์ลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างประชากรของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่"สังคมผู้สูงอายุ" ประกอบกับการดูแลผู้สูงอายุในอดีตได้เปลี่ยนแปลงจากการที่ลูกหลานจะดูแลพ่อแม่กลายเป็นผู้สูงอายุต้องพึ่งพาและดูแลตนเองมากขึ้น แน่นอนคนทำงานในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าสู่วัยสูงอายุ ในวันนี้คุณเตรียมพร้อมหรือยัง ที่จะออมเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อใช้ในยามชราภาพ
สำนักงานประกันสังคมให้ความคุ้มครองลูกจ้าง ผู้ประกันตน รวม 7 กรณี โดยในส่วนของกรณีชราภาพ ได้เริ่มดำเนินการ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับลูกจ้าง ผู้ประกันตนให้มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเมื่อถึงวัยเกษียณอายุหรือวัยสูงอายุ สำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมมี 2 ลักษณะได้แก่ 1. บำนาญให้ตลอดชีวิต (Pension) 2. บำเหน็จหรือเงินก้อน (Lump-sum)
โดยมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ
กรณีบำนาญชราภาพ
เงื่อนไข(1) จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีชราภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และ(2) มีอายุครบ 55 ปีบริบรูณ์ และ(3) ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ
(1) กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับบำนาญชราภาพรายเดือน ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อน ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุด (ระหว่าง 1,650-15,000 บาท)
(2).กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นจากข้อ (1) อีกในอัตราร้อยละ 1.5 ของค่าจ้างต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นทุก 12 เดือน (อัตราบำนาญ 20 %+1.5% ทุกๆ 12 เดือน ที่จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน)
กรณีบำเหน็จชราภาพ
เงื่อนไข(1) จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีชราภาพมาแล้วไม่ครบ 180 เดือน และ(2) มีอายุครบ 55 ปีบริบรูณ์ หรือ เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือ ถึงแก่ความตาย และ(3) ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ
(1) กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน(2) กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 180 เดือน ให้จ่ายบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนพร้อมดอกผลตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
(3) กรณีผู้รับบำนาญถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับบำนาญ ชราภาพให้จ่ายบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิ
การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซึ่งเพียงผู้ประกันตนกรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01)พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน ส่วนผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตาย ทายาทหรือผู้มีสิทธิสามารถรับประโยชน์ทดแทน โดยนำสำเนาทะเบียนบ้านใบมรณบัตร และสำเนาเอกสารหลักฐานของผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทน ยื่นที่ สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่/จังหวัดทุกแห่ง ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิต้องรีบยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับจากวันที่มีสิทธิ นอกจากนี้หากผู้ประกันตน มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่โทร 1506 ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. หรือติดต่อระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติให้บริการทุกวันตลอด24 ชั่วโมงหรือดูรายละเอียดได้ที่ www.sso.go.th
อย่างไรก็ตามสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงานประกันสังคม ที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการออมให้แก่คนไทย เพื่อให้ผู้ประกันตนได้มีเงินออมที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพได้หลังวัยเกษียณ ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมก็ยังมีความหวังว่าคนไทยจะมีความตระหนักถึงความสำคัญของการออมภายใต้เงื่อนไขของการใช้จ่ายประจำวันอย่างประหยัด อันจะส่งผลดีต่อตนเองและประเทศชาติในอนาคต
ศูนย์สารนิเทศ สายด่วนประกันสังคม 1506 www.sso.go.th