สพภ.นำร่องพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่า เข้าสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
สพภ.นำร่องพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ป่า เข้าสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- 20 ชั่วโมง 54 นาทีที่แล้ว
ปัจจุบันการนำสัตว์ป่ามาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจนั้นมีมากขึ้น ทั้งในด้านอาหาร ด้านความสวยงาม ด้านยารักษาโรค และอุปกรณ์ต่างๆเช่นเครื่องประดับเป็นต้น ซึ่งก็นับเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่มากขึ้น โดยไม่ขัดกับวัฒนธรรมจากในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดถูกมนุษย์ปรับปรุงพัฒนาจนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อประโยชน์ต่างๆดังที่กล่าวไป
สัตว์ป่าถือเป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีบทบาทหน้าที่ในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและบทบาทหน้าที่ในในปัจจุบันมีกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดชนิดพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้จำนวน 59 ชนิด เพื่อเร่งรัดการขยายพันธุ์สัตว์ป่า และให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) สพภ. กล่าวว่า สพภ.เป็นหน่วยงานใหม่ที่เกิดมาเพียงปีกว่า โดยมี 4 ภารกิจสำคัญ คือ 1.การสร้างเสริมสมรรถนะในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับชุมชน 2.การจัดการองค์ความรู้ การให้บริการข้อมูล การเผยแพร่องค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น 3.การวิจัยและพัฒนา 4.การแก้ไขปัญหาธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรชีวภาพ โดยการสนับสนุนส่งเสริมช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการ สร้างธุรกิจที่มีพื้นฐานจากความหลากหลายทางชีวภาพให้มีความมั่นคงและยั่งยืน สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ รวมถึงรับผิดชอบต่อทรัพยากรชีวภาพและชุมชนที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญา
ดังนั้นภาครัฐเองจึงควรส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้โดยทั่วถึง ฉะนั้นการเพาะพันธุ์สัตว์ป่าก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เร่งรัดให้เกิดการขยายพันธุ์ทรัพยากรสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์รักษาเผ่าพันธุ์ให้คงไว้ พร้อมกับสนองความต้องการของประชาชนที่จะใช้ประโยชน์เพื่อลดการนำเข้าสัตว์ป่าจากต่างประเทศเพื่อการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงเป็นสินค้าส่งออกต่อไป
สพภ.ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมและจัดการการใช้ทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน จึงมีหน้าที่ในการเปิดช่องทางส่งเสริมให้ถูกวิธี ตลอดจนช่วยเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยได้นำร่องการพัฒนาส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ป่าอย่างกวาง ไก่ฟ้า และนกปากขอ ให้เข้าสู่เชิงพาณิชย์อย่างมีระบบให้มากขึ้น เพราะนอกจากเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยทำให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้แล้ว ยังช่วยทำให้สัตว์ป่าในธรรมชาติไม่สูญพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ยังส่งผลดีกับระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพในธรรมชาติอีกด้วย
"ปัจจุบันถึงแม้จะมีการอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการค้าได้ แต่คนไทยยังขาดองค์ความรู้ในการเพาะเลี้ยง อีกทั้งพ่อแม่พันธุ์ก็มีจำกัด บวกกับติดขัดปัญหาในการบริหารจัดการตามกฎระเบียบที่มีอยู่ รวมถึงการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง และแม้ว่าสัตว์ป่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถนำมาส่งเสริม สร้างงาน สร้างอาชีพทำรายได้ให้กับประชาชนได้ดี แต่การส่งเสริมการเลี้ยง เพาะ ขยายพันธุ์กลับยังสวนทางโดยไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นการผลักดันในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นและประสพผลสำเร็จได้นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ปลดล็อกเรื่องต่างๆ ให้เอื้อต่อเกษตรกรผู้สนใจลงทุนต่อไป"
นายปีติพงศ์กล่าวอีกว่าจากความสำคัญที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจากฐานชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนนั้น สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) จึงตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนในด้านนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ควบคู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยได้ทำการศึกษารายละเอียด ปัญหาอุปสรรคของการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเชิงพาณิชย์เพื่อกำหนดเป็นข้อเสนอมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินการและเสนอเป็นนโยบายและมาตรการในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบาทหน้าที่ของสำนักงานฯ ต่อไป นายวันชัย บูลกุล เจ้าของธุรกิจไก่ฟ้า วี บี ฟาร์ม อ.องครักษ์ จ.นครนายก เล่าว่า การทำธุรกิจของตนนั้น เริ่มแรกมาจากการสะสมเพราะชื่นชอบในความสวยงามเหมือนกับคนอื่นทั่วไปเนื่องจากความหลากของสายพันธุ์ไก่ฟ้าและนกที่อยู่ในตระกูลเดียวกับไก่แต่ละชนิดก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป จึงมองว่าการสะสมของตนนั้นนอกจากเลี้ยงไว้ดูเล่นสร้างความเพลิดเพลินไปกับความสวยงามเพียงอย่างเดียวน่าจะสามารถนำมาสู่อาชีพได้ ประกอบกับหลังจากสะสมมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 3 ปี โดยขณะนั้นมีพ่อแม่พันธุ์เพียง 30 ตัว และในปี 2549 สามารถเพาะไก่ฟ้าได้ถึง 200 ตัว หลังจากนั้นก็ไปซื้อสายพันธุ์มาเพิ่มอีก 30 ตัว ทำให้มีพ่อแม่พันธุ์เพิ่มเป็นจำนวน 60 ตัว และในปี 2550 ก็สามารถเพาะไก่ฟ้าได้อีกประมาณ 500 ตัว และปีต่อมา 2551 ที่ผ่านมาสามารถเพาะได้ถึง 800 กว่าตัว
ปัจจุบันไก่ฟ้า วี บี ฟาร์ม รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ไก่ฟ้าทั้งสายพันธุ์ไทยและสายพันธุ์นอกกว่า 1,000 คู่ โดยเน้นเลี้ยงไก่ฟ้าพันธุ์โกลเด้นสีทองและไก่ฟ้าเยลโล เนื่องจากเป็นที่นิยมและได้ราคาดี ขณะที่ไก่ฟ้าสายพันธุ์ไทยเพาะเลี้ยงสำเร็จ ทำให้ระยะแรก ที่เริ่มเลี้ยงก็ติดขัดเรื่องระเบียบบ้าง เนื่องจากไก่ฟ้าสายพันธุ์ไทยมีปริมาณลดน้อยลงทุกที จึงมีกฎหมายกำหนดให้ไก่ฟ้าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบจับจากป่าไปเลี้ยง แต่ปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการประกาศให้ไก่ฟ้าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้ขยายพันธุ์ได้ เพื่อขยายพันธุ์ไก่ฟ้าสายพันธุ์ไทยให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น แม้กฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้มีการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าได้แล้วก็ตามแต่ก็ยังคงมีปัญหาบางประการในการบริหารจัดการตามกฎระเบียบที่มีอยู่และประชาชนที่สนใจจะประกอบธุรกิจเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเพื่อการค้าแต่ยังขาดความรู้ ในการเพาะเลี้ยงและการดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอ
"แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. ได้เล็งเห็นความสำคัญและมีแนวคิดในการนำทรัพยากรชีวภาพที่มีศักยภาพมาใช้ประโยชน์ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในธุรกิจการเลี้ยงเพาะขยายพันธุ์ไก่ฟ้า ทำให้ปัจจุบันธุรกิจการเลี้ยงไก่ฟ้าซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กฎหมายอนุญาตให้ทำการเพาะพันธุ์ได้ มีศักยภาพสูงในการสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประเทศเพิ่มขึ้น" เจ้าของธุรกิจฟาร์มไก่ฟ้ากล่าว
ด้านทนง สิงห์คำ เจ้าของพนัส เดียร์ฟาร์ม ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่เริ่มต้นธุรกิจเลี้ยงกวางมาจากการคลุกคลีอยู่กับธุรกิจด้านปศุสัตว์เป็นเวลาเกือบ 30 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการฟาร์มสุกร ทำให้มีความคิดที่จะหาอาชีพเสริมที่มีอนาคตเพื่อประกันความเสี่ยง เพราะมองว่าการที่ตนอยู่ในธุรกิจการเลี้ยงสุกรนั้น นอกจากมีการลงทุนที่สูงแล้ว อัตราความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ก็มีมาก อาทิ เรื่องโรค และราคา ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ตนจึงคิดหาธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ที่มีความเสี่ยงน้อย แต่ได้ราคาดี พร้อมทั้งเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการในอนาคต จนกระทั่งได้คำตอบให้กับตนเอง ด้วยการเลี้ยงกวางที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ปัจจุบันมีกวางทั้งหมดประมาณ 170 ตัว โดยมี 2 พันธุ์หลักคือ พันธุ์ลูซ่า (กวางชวา) และกวางม้า (กวางไทยหรือกวางป่า)
ทนงบอกอีกว่า จากประสบการณ์การเลี้ยงสุกรที่ฟาร์มผลิตสายพันธุ์ไว้ใช้เอง เมื่อมาทำฟาร์มกวางก็มีความคิดที่จะผลิตสายพันธุ์กวางที่ให้ผลผลิตดี เช่น เขาอ่อนใหญ่ โตเร็ว ทนต่อโรคและเหมาะสมกับดินฟ้าอากาศในบ้านเรา จึงได้คัดเลือกพันธุ์และทำการผสมพันธุ์จาก 2 สายพันธุ์หลักคือ พันธุ์ลูซ่าและกวางไทยซึ่งตัวใหญ่กว่า สำหรับรายได้หลักของทางฟาร์มนั้นมาจากการขายสายพันธุ์ให้กับเกษตรกรผู้สนใจ การผลิตเนื้อกวางตัดแต่งขายหน้าฟาร์ม ทั้งปลีกและส่ง การทำไส้กรอกกวางส่งสหกรณ์กวางฯ ผลิตเขากวางอ่อน เช่น เขากวางอ่อนสไลซ์ เขากวางอ่อนบดผง และเขากวางอ่อนบรรจุแคปซูล ผลผลิตจากกวางอื่นๆ
ด้วยความคิดที่ว่า "กวางคือสัตว์เศรษฐกิจเพื่ออนาคต" ทางพนัส เดียร์ฟาร์ม จึงมุ่งมั่นที่จะเลี้ยง และส่งเสริมการเลี้ยงกวางให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เพื่อให้กวางเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีการเพาะพันธุ์ เลี้ยงดู มีการจัดการตามหลักวิชาการ และทำการแปรรูปผลผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และลดการล่าและทำลายสัตว์ป่าในธรรมชาติให้น้อยลง นอกจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน) สพภ. จะมุ่งพัฒนาส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ป่าในเชิงธุรกิจแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกดอกไม้และกล้วยไม้อีกด้วย
ดังนั้นภาครัฐเองจึงควรส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้โดยทั่วถึง ฉะนั้นการเพาะพันธุ์สัตว์ป่าก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เร่งรัดให้เกิดการขยายพันธุ์ทรัพยากรสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์รักษาเผ่าพันธุ์ให้คงไว้ พร้อมกับสนองความต้องการของประชาชนที่จะใช้ประโยชน์เพื่อลดการนำเข้าสัตว์ป่าจากต่างประเทศเพื่อการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงเป็นสินค้าส่งออกต่อไป
สพภ.ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการส่งเสริมและจัดการการใช้ทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน จึงมีหน้าที่ในการเปิดช่องทางส่งเสริมให้ถูกวิธี ตลอดจนช่วยเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยได้นำร่องการพัฒนาส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ป่าอย่างกวาง ไก่ฟ้า และนกปากขอ ให้เข้าสู่เชิงพาณิชย์อย่างมีระบบให้มากขึ้น เพราะนอกจากเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยทำให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้แล้ว ยังช่วยทำให้สัตว์ป่าในธรรมชาติไม่สูญพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ยังส่งผลดีกับระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพในธรรมชาติอีกด้วย
"ปัจจุบันถึงแม้จะมีการอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการค้าได้ แต่คนไทยยังขาดองค์ความรู้ในการเพาะเลี้ยง อีกทั้งพ่อแม่พันธุ์ก็มีจำกัด บวกกับติดขัดปัญหาในการบริหารจัดการตามกฎระเบียบที่มีอยู่ รวมถึงการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง และแม้ว่าสัตว์ป่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถนำมาส่งเสริม สร้างงาน สร้างอาชีพทำรายได้ให้กับประชาชนได้ดี แต่การส่งเสริมการเลี้ยง เพาะ ขยายพันธุ์กลับยังสวนทางโดยไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นการผลักดันในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นและประสพผลสำเร็จได้นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ปลดล็อกเรื่องต่างๆ ให้เอื้อต่อเกษตรกรผู้สนใจลงทุนต่อไป"
นายปีติพงศ์กล่าวอีกว่าจากความสำคัญที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจากฐานชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนนั้น สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) จึงตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนในด้านนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ควบคู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยได้ทำการศึกษารายละเอียด ปัญหาอุปสรรคของการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเชิงพาณิชย์เพื่อกำหนดเป็นข้อเสนอมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินการและเสนอเป็นนโยบายและมาตรการในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบาทหน้าที่ของสำนักงานฯ ต่อไป นายวันชัย บูลกุล เจ้าของธุรกิจไก่ฟ้า วี บี ฟาร์ม อ.องครักษ์ จ.นครนายก เล่าว่า การทำธุรกิจของตนนั้น เริ่มแรกมาจากการสะสมเพราะชื่นชอบในความสวยงามเหมือนกับคนอื่นทั่วไปเนื่องจากความหลากของสายพันธุ์ไก่ฟ้าและนกที่อยู่ในตระกูลเดียวกับไก่แต่ละชนิดก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป จึงมองว่าการสะสมของตนนั้นนอกจากเลี้ยงไว้ดูเล่นสร้างความเพลิดเพลินไปกับความสวยงามเพียงอย่างเดียวน่าจะสามารถนำมาสู่อาชีพได้ ประกอบกับหลังจากสะสมมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 3 ปี โดยขณะนั้นมีพ่อแม่พันธุ์เพียง 30 ตัว และในปี 2549 สามารถเพาะไก่ฟ้าได้ถึง 200 ตัว หลังจากนั้นก็ไปซื้อสายพันธุ์มาเพิ่มอีก 30 ตัว ทำให้มีพ่อแม่พันธุ์เพิ่มเป็นจำนวน 60 ตัว และในปี 2550 ก็สามารถเพาะไก่ฟ้าได้อีกประมาณ 500 ตัว และปีต่อมา 2551 ที่ผ่านมาสามารถเพาะได้ถึง 800 กว่าตัว
ปัจจุบันไก่ฟ้า วี บี ฟาร์ม รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ไก่ฟ้าทั้งสายพันธุ์ไทยและสายพันธุ์นอกกว่า 1,000 คู่ โดยเน้นเลี้ยงไก่ฟ้าพันธุ์โกลเด้นสีทองและไก่ฟ้าเยลโล เนื่องจากเป็นที่นิยมและได้ราคาดี ขณะที่ไก่ฟ้าสายพันธุ์ไทยเพาะเลี้ยงสำเร็จ ทำให้ระยะแรก ที่เริ่มเลี้ยงก็ติดขัดเรื่องระเบียบบ้าง เนื่องจากไก่ฟ้าสายพันธุ์ไทยมีปริมาณลดน้อยลงทุกที จึงมีกฎหมายกำหนดให้ไก่ฟ้าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบจับจากป่าไปเลี้ยง แต่ปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการประกาศให้ไก่ฟ้าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้ขยายพันธุ์ได้ เพื่อขยายพันธุ์ไก่ฟ้าสายพันธุ์ไทยให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น แม้กฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้มีการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าได้แล้วก็ตามแต่ก็ยังคงมีปัญหาบางประการในการบริหารจัดการตามกฎระเบียบที่มีอยู่และประชาชนที่สนใจจะประกอบธุรกิจเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเพื่อการค้าแต่ยังขาดความรู้ ในการเพาะเลี้ยงและการดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอ
"แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. ได้เล็งเห็นความสำคัญและมีแนวคิดในการนำทรัพยากรชีวภาพที่มีศักยภาพมาใช้ประโยชน์ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในธุรกิจการเลี้ยงเพาะขยายพันธุ์ไก่ฟ้า ทำให้ปัจจุบันธุรกิจการเลี้ยงไก่ฟ้าซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กฎหมายอนุญาตให้ทำการเพาะพันธุ์ได้ มีศักยภาพสูงในการสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประเทศเพิ่มขึ้น" เจ้าของธุรกิจฟาร์มไก่ฟ้ากล่าว
ด้านทนง สิงห์คำ เจ้าของพนัส เดียร์ฟาร์ม ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่เริ่มต้นธุรกิจเลี้ยงกวางมาจากการคลุกคลีอยู่กับธุรกิจด้านปศุสัตว์เป็นเวลาเกือบ 30 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการฟาร์มสุกร ทำให้มีความคิดที่จะหาอาชีพเสริมที่มีอนาคตเพื่อประกันความเสี่ยง เพราะมองว่าการที่ตนอยู่ในธุรกิจการเลี้ยงสุกรนั้น นอกจากมีการลงทุนที่สูงแล้ว อัตราความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ก็มีมาก อาทิ เรื่องโรค และราคา ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ตนจึงคิดหาธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ที่มีความเสี่ยงน้อย แต่ได้ราคาดี พร้อมทั้งเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการในอนาคต จนกระทั่งได้คำตอบให้กับตนเอง ด้วยการเลี้ยงกวางที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ปัจจุบันมีกวางทั้งหมดประมาณ 170 ตัว โดยมี 2 พันธุ์หลักคือ พันธุ์ลูซ่า (กวางชวา) และกวางม้า (กวางไทยหรือกวางป่า)
ทนงบอกอีกว่า จากประสบการณ์การเลี้ยงสุกรที่ฟาร์มผลิตสายพันธุ์ไว้ใช้เอง เมื่อมาทำฟาร์มกวางก็มีความคิดที่จะผลิตสายพันธุ์กวางที่ให้ผลผลิตดี เช่น เขาอ่อนใหญ่ โตเร็ว ทนต่อโรคและเหมาะสมกับดินฟ้าอากาศในบ้านเรา จึงได้คัดเลือกพันธุ์และทำการผสมพันธุ์จาก 2 สายพันธุ์หลักคือ พันธุ์ลูซ่าและกวางไทยซึ่งตัวใหญ่กว่า สำหรับรายได้หลักของทางฟาร์มนั้นมาจากการขายสายพันธุ์ให้กับเกษตรกรผู้สนใจ การผลิตเนื้อกวางตัดแต่งขายหน้าฟาร์ม ทั้งปลีกและส่ง การทำไส้กรอกกวางส่งสหกรณ์กวางฯ ผลิตเขากวางอ่อน เช่น เขากวางอ่อนสไลซ์ เขากวางอ่อนบดผง และเขากวางอ่อนบรรจุแคปซูล ผลผลิตจากกวางอื่นๆ
ด้วยความคิดที่ว่า "กวางคือสัตว์เศรษฐกิจเพื่ออนาคต" ทางพนัส เดียร์ฟาร์ม จึงมุ่งมั่นที่จะเลี้ยง และส่งเสริมการเลี้ยงกวางให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เพื่อให้กวางเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีการเพาะพันธุ์ เลี้ยงดู มีการจัดการตามหลักวิชาการ และทำการแปรรูปผลผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และลดการล่าและทำลายสัตว์ป่าในธรรมชาติให้น้อยลง นอกจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน) สพภ. จะมุ่งพัฒนาส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ป่าในเชิงธุรกิจแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกดอกไม้และกล้วยไม้อีกด้วย
Post By admin Comments (0) View (66) 2009-12-28 00:30:04
หาเพื่อนมีสุข




