คอลัมน์: นิติปกครอง: การบริหารงานภายในฝ่ายปกครอง
คอลัมน์: นิติปกครอง: การบริหารงานภายในฝ่ายปกครอง
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2009 11:31:46 น.
นายมหาชน
Mahachon2004 @hotmail.com
ปีใหม่ 2553 กำลังใกล้เข้ามา พร้อมๆ กับการอำลาจากของปีเก่า2552 ผมขอภาวนาให้สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมาน่าจะสูญสลายตามปี 2552 นี้ไปด้วย
คดีนี้เป็นเรื่องของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่มหาวิทยาลัยดำเนินการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารเรียนเนื่องจากเห็นว่าส่งผลกระทบต่อตนเอง ตลอดจนนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เรื่องนี้ศาลจะรับคำฟ้องหรือไม่ ลองมาดูกัน
ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่า ตนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่มหาวิทยาลัยมีโครงการก่อสร้างอาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชน ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังอาคารคณะสังคมศาสตร์ที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยนอกจากจะก่อสร้างอาคารพัฒนานวัตกรรมฯดังกล่าวแล้ว ยังก่อสร้างที่จอดรถ อุโมงค์ใต้ดินเชื่อมต่อที่จอดรถ รวมทั้งสร้างห้องเรียนเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบกับอาคารของคณะสังคมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ โดยต้องทุบอาคารบางส่วนของทั้งสองคณะในส่วนที่เป็นทางหนีไฟและห้องสุขา ซึ่งจะทุบทุกชั้นรวมไปถึงคานใต้ดิน
ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่าการทุบอาคารดังกล่าวอาจสร้างความเดือดร้อนเสียหายหลายประการ ทั้งต่อมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร ทำให้อาคารส่วนที่เหลืออยู่ไม่มีทางหนีไฟ และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในด้านเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ควันจากเครื่องจักร และเศษวัสดุจากการก่อสร้างที่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้ ต้องสูญเสียพื้นที่ในส่วนของห้องพักอาจารย์และสำนักภาควิชา เกิดความลำบากในการเคลื่อนย้าย สูญเสียงบประมาณของมหาวิทยาลัยในการจ้างบริษัทเอกชนมาออกแบบและทุบอาคารโดยไม่จำเป็น ทั้งยังต้องเสียงบประมาณของคณะในการปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยไม่เคยสอบถามความเห็นจากบุคลากร อาจารย์ และนักศึกษาเลย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้มหาวิทยาลัยยกเลิกการทุบอาคารคณะสังคมศาสตร์ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน และให้ผู้มีส่วนได้เสียได้แสดงความคิดเห็นในลักษณะประชาพิจารณ์ รวมทั้งจัดทำแผนอพยพเคลื่อนย้ายและแผนความปลอดภัยเท่าที่จำเป็น
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯกำหนดให้ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา9 และมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72
จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด ไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ที่เห็นว่ากฎ คำสั่งทางปกครองหรือการกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีพิพาทดังกล่าวอย่างน้อยต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวจากกฎคำสั่งหรือการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี
กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่มหาวิทยาลัยดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพัฒนานวัตกรรมฯ ซึ่งจำเป็นต้องทุบอาคารบางส่วนของคณะสังคมศาสตร์ที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือไม่ศาลเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับผลกระทบกระเทือนเนื่องจากการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารอยู่บ้าง แต่โดยที่การก่อสร้างอาคารดังกล่าวนั้นถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่เป็นกรณีเกี่ยว กับการบริหารงานภายในฝ่ายปกครอง โดยนิตินัยจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวจากการกระทำของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้เดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 548/2552)
ผู้ฟ้องคดีเป็นอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่า ตนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่มหาวิทยาลัยมีโครงการก่อสร้างอาคารพัฒนานวัตกรรมและบริการความรู้สู่ชุมชน ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังอาคารคณะสังคมศาสตร์ที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยนอกจากจะก่อสร้างอาคารพัฒนานวัตกรรมฯดังกล่าวแล้ว ยังก่อสร้างที่จอดรถ อุโมงค์ใต้ดินเชื่อมต่อที่จอดรถ รวมทั้งสร้างห้องเรียนเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบกับอาคารของคณะสังคมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ โดยต้องทุบอาคารบางส่วนของทั้งสองคณะในส่วนที่เป็นทางหนีไฟและห้องสุขา ซึ่งจะทุบทุกชั้นรวมไปถึงคานใต้ดิน
ผู้ฟ้องคดีจึงเห็นว่าการทุบอาคารดังกล่าวอาจสร้างความเดือดร้อนเสียหายหลายประการ ทั้งต่อมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร ทำให้อาคารส่วนที่เหลืออยู่ไม่มีทางหนีไฟ และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในด้านเสียงรบกวน การสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ควันจากเครื่องจักร และเศษวัสดุจากการก่อสร้างที่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้ ต้องสูญเสียพื้นที่ในส่วนของห้องพักอาจารย์และสำนักภาควิชา เกิดความลำบากในการเคลื่อนย้าย สูญเสียงบประมาณของมหาวิทยาลัยในการจ้างบริษัทเอกชนมาออกแบบและทุบอาคารโดยไม่จำเป็น ทั้งยังต้องเสียงบประมาณของคณะในการปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยไม่เคยสอบถามความเห็นจากบุคลากร อาจารย์ และนักศึกษาเลย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้มหาวิทยาลัยยกเลิกการทุบอาคารคณะสังคมศาสตร์ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างอุโมงค์ใต้ดิน และให้ผู้มีส่วนได้เสียได้แสดงความคิดเห็นในลักษณะประชาพิจารณ์ รวมทั้งจัดทำแผนอพยพเคลื่อนย้ายและแผนความปลอดภัยเท่าที่จำเป็น
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯกำหนดให้ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา9 และมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72
จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด ไม่ใช่บุคคลใดก็ได้ที่เห็นว่ากฎ คำสั่งทางปกครองหรือการกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีพิพาทดังกล่าวอย่างน้อยต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวจากกฎคำสั่งหรือการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี
กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่มหาวิทยาลัยดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารพัฒนานวัตกรรมฯ ซึ่งจำเป็นต้องทุบอาคารบางส่วนของคณะสังคมศาสตร์ที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือไม่ศาลเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับผลกระทบกระเทือนเนื่องจากการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารอยู่บ้าง แต่โดยที่การก่อสร้างอาคารดังกล่าวนั้นถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่เป็นกรณีเกี่ยว กับการบริหารงานภายในฝ่ายปกครอง โดยนิตินัยจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวจากการกระทำของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้เดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 548/2552)
Post By admin Comments (0) View (64) 2009-12-28 00:29:24
หาเพื่อนมีสุข




