ประชุมสภา ยิ่งดึกยิ่งเดือด มาร์คตอกฝ่ายค้าน โชว์รูปสลายแดง
admin | Aug 19, 2010 | Comments 0
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วันแรก ผ่านความเห็นชอบมาตรา 3 ภาพรวมของงบประมาณทั้งหมด และมาตรา 4 งบกลางจำนวน 265,763 ล้านบาท โดยฝ่ายค้านอภิปรายให้ตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่เหมาะสม แต่การประชุมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 18 ส.ค. เข้าสู่การพิจารณามาตรา 4 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ในความควบคุมของกระทรวงการคลังและสำนัดงบประมาณจำนวน 265,763,000,000 บาท โดยส.ส.ส่วนใหญ่ขอตัดลดงบประมาณในส่วนนี้ โดยให้เหตุผลเป็นในทิศทางเดียวกันว่า เป็นงบประมาณที่ตั้งขึ้นโดยไม่มีการระบุโครงการ ซึ่งอำนาจสั่งจ่ายอยู่กับนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และนายกฯสามารถใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจหรือเพื่อใช้ในการหาเสียง ทั้งนี้ตามปกติแล้วกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ มีภารกิจและมีการตั้งงบประมาณของหน่วยงานอยู่แล้ว และในภาวะเศรษฐกิจที่มีประเทศมีภาระหนี้สิน การจัดเก็บรายได้จำกัด การตั้งงบกลางด้วยจำนวนดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ตั้งสูงเกินไป นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมการใช้จ่ายงบประมาณจากงบกลางเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องด้วย งบกลางปีที่แล้วยังใช้เป็นเบี้ยเลี้ยงกำลังพล 60,000 นายที่ศอฉ.ระดมพลมาสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรวจสอบการใช้จ่ายจริงไม่ได้ เท่ากับว่าเป็นการนำเงินมาใช้เป็นโบนัสให้กับทหารที่ยิงประชาชน
ด้านนายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทราบข่าวว่ามีการซื้อตัวส.ส.ด้วยงบประมาณจำนวน 8 หลัก พร้อมมีการดึงงบประมาณลงในพื้นที่ เช่น ในจ.ลำปาง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรจะต้องผ่านนายนิคม เชาวน์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลใช้งบประมาณดูดส.ส.เป็นเรื่องจริง จึงขอตัดงบประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์
ด้านนายนิคม ขอใช้สิทธิถูกพาดพิงโดยชี้แจง ว่า ทางจังหวัดลำปางได้ทำหนังสือถึงสำนักนายกเพื่อขอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ไปตรวจสถานที่ที่เกิดอุทกภัยพายุนากีสในปี 2552 ซึ่งทางจ.ลำปางได้รับความเสียหาย แต่รัฐบาลไม่ได้ตั้งงบประมาณช่วยแก้ไขปัญหาประชาชน ตนในฐานะส.ส.จึงลงพื้นที่ไปเพื่อตรวจสอบด้วย ขอยืนยันว่าตนไม่ได้มีการไปติดสินบนหรือชักชวนด้วยงบประมาณต่างๆ การอภิปรายดังกล่าวทำให้ตนได้รับความเสียหาย
เวลา 21.00 น. นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยอภิปรายขอออกตัวในฐานะเป็นประธานกมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนฯ ซึ่งทำงานแล้วพบการหากินกันอย่างชัดเจน ชนาดซื้อถังน้ำยังตั้งราคาไว้สูงก่าความเป็นจริงมาก กมธ.ตรวจสอบ 100 กว่าโครงการ พบว่าผิดทั้งหมด นอกจากนี้ในการทำงานกมธ. ตัวเองโดนอายัดธุรกรรมทางการเงินโดยศอฉ. ไปเบิกเงินกับธนาคารกรุงเทพสาขาบางกะปิ ขอเบิกเพื่อใช้จ่ายในนามส่วนตัวก็ไม่ได้ ต้องชี้แจงที่มามที่ไป ขนาดตนถามว่าถ้าตนจะใส่ซองงานศพ จะต้องเอาใบเสร็จมายืนยันด้วยหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ใช่ ตนเป็นนายกฯสมาคมไร่อ้อยที่จ.ชัยภูมิ ต้องเซ็นเบิกจ่ายเวลาสมาคมมีกิจกรรมยังทำไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าบังคับใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ ดังนั้นการเอาเงินไปใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็นต้องมีเหตุผล ไม่ใช่จ่ายเงินให้ศอฉ.เอาไปกลั่นแกล้งประชาชน
ด้านน.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ ส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า สำหรับเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 4.7 หม่นล้านบาทนั้น เป็นการใช้จ่ายเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นจริงๆ มีระเบียบขั้นตอนการเบิกจ่ายชัดเจน ส่วนจะเป็นการนำไปใช้ตามอำเภอใจหรือไม่ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ มีกระบวนการเสนอขอเป็นขั้นตอนไม่ใช่อนุมัติกันง่ายๆ เริ่มแต่ตั้งเรื่องส่งมายังกระทรวง ต่อไปสำนักงบประมาณ พิจารณาว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ก่อนเสอนนายกฯและอำนาจนายกฯสามารถอนุมัติได้ไม่เกินวงเงิน 100 ล้านบาทเท่านั้น ฝ่ายค้านไม่ต้องห่วงว่าจะใช้ตามอำเภอใจ
น.พ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ม่ทราบว่าสำนักงบประมาณไม่ทราบเรื่องหรืออย่างไร ว่า รายการเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง ที่ตั้งปัจจุบัน 2.7 พันล้านบาทนั้น มีการทุจริตทั่วไปหมด เป็นที่รู้กันในหมู่เอกชนที่มารัยงานว่า มีเงินปากถุงหรือค่าปากผีร้อยละ 15-20 จึงอยากให้ตัดงบในส่วนเหล่านี้ออก แล้วนำมาใส่ในรายการค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจะเกิดประโยชน์กว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่อภิปรายโจมตีการบริหารงบกลางของรัฐบาล ประเด็นการจัดสรรงบสนับสนุนการดำเนินงานของศอฉ. ว่าไม่เหมาะสมต่อการจัดสรรงบรายการงบกลางให้ไปทำร้ายประชาชน
ปะทะกลางดึก ปชป.โวย“วรวัจน์”นอกเรื่อง อภิปรายงบฯ ลามไปงัดภาพแฉฆ่าปชช.
เวลา 22.00 น. เกิดการปะทะคารมกันเล็กน้อยระหว่างส.ส.เพื่อไทยกับส.ส.ประชาธิปัตย์ อันเป็นผลมาจาก นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายการใช้งบกลางจ่ายค่าชดเชยเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเพราะรัฐบาลมีการตั้งข้อหาก่อการร้าย ทำให้บริษัทประกันไม่ยอมจ่ายค่าชดเชย เลยต้องตั้งงบกลางไปใช้แทน พร้อมนำภาพเหตุการณ์วางเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ในช่วงเดือนพฤษภาคมมาแสดงประกอบพร้อมกล่าวตำหนิการใช้งบกลางสนับสานุนการทำงานของศอฉ. โดยนายวรวัจน์พยายามอภิปรายออกนอกประเด็นถึงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมทีเกิดขึ้น ทำให้นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.น.พ.วรงค์ กิจเดชวิกรม ส.ส.พิษณุโลก นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ต้องรุมประท้วง แต่พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาทำหน้าที่ประธานประชุมอนุญาตให้อภิปรายต่อแต่ให้งดแสดงภาพ ทั้งนี้นายวรวัจน์ระบุ ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องการให้นำเสนอภาพและปกปิดเช่นนี้ ประชาชนจะยิ่งสงสัยว่าใครเป็นคนเผากันแน่ ทั้งนี้เมื่อเถียงกันไปมาไม่ยอมจบ พ.อ.อภิวันท์จึงตัดบทให้นายไตรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯในฐานะประธานกมธ.วิสามัญฯชี้แจง
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ที่ระบุว่าตนมีอำนาจอนุมัติงบกลางนั้นใช่ แต่ไม่ใช่ในรายการงบฉุกเฉินหรือจำเป็น และรัฐบาลได้ใช้งบส่วนนี้ในการเยียวยาไม่เฉพาะจากการชุมนุมทางการเมือง แต่รวมไปถึงเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการติดตามไปเยียวยา รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ราชประสงค์ เพราะเราไม่สามารถจัดในงบปกติได้ จึงต้องจัดในงบกลาง แต่ในช่วงปี 2547-2547 สมัยรัฐบาลพ.ต.ททักษิณ ชินวัตร กลับมีการตั้งงบกลางรายการที่มีชื่อแปลกๆ และตนในฐานะฝ่ายค้านได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องฉุกเฉิน เพราะสามารถคาดการณ์ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม 1.6 หมื่นล้านบาท และรายการเสริมสร้างการแข่งขันและพัฒนาประเทศถึง 7.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งงบประประเภทแบบนี้ตนไม่ตั้ง
“มาร์ค” สวนเลือกเชื่อรปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์มากกว่า
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนที่ว่าไม่น่าเอางบกลางมาจ่ายเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ในเหตุการชุมนุม ถ้าเราเลือกได้ ไม่อยากมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้เลย แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราต้องใช้คนเพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ที่มาบางส่วนมาจากต่างจังหวัด ก็มีความลำบาก และที่นายวรวัจน์ระบุกรณีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ คงไม่ทราบว่ากรณีเซ็นทรัลเวิลด์เป็นกรณีเดียวที่มีประกันการก่อการร้าย ดังนั้นที่ว่าประกันไม่จ่ายจึงไม่ใช่และไม่มีตามที่นายวรวัจน์อ้าง และไม่ว่าใครเป็นคนเผา ก็นับเป็นก่อการร้ายทั้งหมด ดังนั้น จึงอยู่ที่ใครเป็นคนเผาเท่านั้นเอง
“นายวรวัจน์จะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมเลือกที่จะเชื่อรปภ.ของเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อ ว่าใครเป็นคนเผา เผาแล้วกลับไปเผาอีก แล้วมีความพยายามถึงขั้นจะฆ่ารปภ.ที่มาขวาง ไม่ว่านายวรวัจน์จะพูดอย่างไร ผมเชื่อคำพูดของรปภ.มากกว่าคำพูดของนายวรวัจน์” ”นายกฯกล่าว ทำให้นายวิทยา บูรณศิริ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ที่ต้องห่วงเรื่องศอฉ. เพราะหากมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินข้ามปี ก็ต้องใช้งบ 2554 เป็นค่าใช้จ่าย ทำให้นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ผมก็ไม่เคยคิดจะคงพ.ร.ก.ไว้ข้ามปี และทยอยเลิกแล้ว ถ้าทุกคนตั้งใจช่วยกันให้บ้านเมืองสงบ จะยกเลิกได้เร็วขึ้น ยืนยันว่าพ.ร.ก.ที่คงไว้ไม่เกี่ยวกับความอยู่รอดของผม แต่มีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับคนทั่วไป”
People who looked at this item also looked at…
Related items
Filed Under: ข่าวการเมือง
About the Author:



